ประกันรถมีกี่ประเภท แต่ละประเภทมีข้อดี-ข้อเสีย แตกต่างกันอย่างไร ?

ประเภทประกันรถยนต์

ประกันรถมีกี่ประเภท

เคยไหมครับเวลาจะซื้ออะไรสักอย่างเราจะต้องไปค้นหาข้อมูลว่า ข้อดี-ข้อเสีย เป็นอย่างไร มีตัวอื่นมาเปรียบเทียบไหม ที่ราคาเท่าๆกัน ในฐานะเราเองเป็นลูกค้า ย่อมมีสิทธิในการสอบถามและค้นหาข้อมูลเพื่อได้ของที่ดีที่สุดมา 

เช่นกันครับ การหาข้อมูลเกี่ยวกับ ประกันภัยรถยนต์ ก่อนที่คิดจะทำกับ บริษัทประกัน สักแห่งเนี้ยต้องใช้เวลานานพอสมควร เพราะว่าเนื้อหาสาระเกี่ยวกับ ประกันรถ ไม่ใช่น้อยๆ ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่จะรู้แค่ข้อดีเท่านั้น เพราะว่า ข้อเสียของบริษัทประกันภัย ไม่ค่อยจะบอกลูกค้าหรอกครับ 

ซึ่งผมเองก็คลุกคลีกับเนื้อหาสาระ ประกันรถยนต์ มากพอสมควร จึงขอแนะนำเคล็ดลับเล็กๆน้อยๆเพื่อให้เพื่อนๆได้ศึกษาว่า ประกันรถมีกี่ประเภท แบบไหนดีที่เหมาะสมกับรถของเรามากที่สุด และการคุ้มครองของแต่ละประเภทนั้นแตกต่างกันอย่างไร 


ประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 

ประกันภัยรถยนต์ชั้น1 หรือ ประกันชั้น1 ประกันประเภทที่มีความคุ้มครองครอบคลุมรถของเรามากที่สุด เมื่อเทียบกับประกันภัยประเภทอื่นๆ การคุ้มครองก็จะมี ซ่อมเขา + ซ่อมเรา + สูญหาย + ไฟไหม้ เรียกกันง่ายๆเลยว่า คุ้มครองคุ้มค่าทุกจุดกันเลยทีเดียว ไม่ว่า เขาจะชนเรา หรือ เราจะชนเขา หรือ ความเสียหายที่เกิดต่อตัวรถยนต์คันเอาประกัน คุ้มครองทั้งหมด ดังนั้นประกันภัยประเภทที่1 จึงเหมาะสมกับการใช้งานได้หลากหลายประเภท ดังนี้

รถใหม่ป้ายแดง

รถใหม่ป้ายแดงในที่นี้ จะรวมไปถึงรถที่มีอายุไม่เกิน 5 ปี ด้วยความที่เป็นรถรุ่นใหม่ อะไหล่แพงๆอยู่ จึงมีความเสี่ยงสูง เพราะมีโอกาสสูญหายมากกว่ารถรุ่นเก่าๆ แม้จะมีการติดกันขโมยแทบทุกรุ่นนั้นแหละ แต่บางคนยังไม่คุ้นเคยกับระบบการใช้งานของรถยนต์ที่ซื้อมา ทำให้ลืมล็อกบ้าง เปิดโน้นเปิดนี่ไว้บ้าง โดยทั้งหมดที่ผมกล่าวมานั้นเป็นความเสี่ยงที่เกิดจากรถป้ายแดงทั้งสิ้น

ผู้ขับขี่มือใหม่ 

โลกพัฒนามาไกลมากๆแล้ว ผู้ชาย ผู้หญิง ทุกเพศล้วนมีความจำเป็นจะต้องใช้รถ ไม่เหมือนสมัยก่อนที่ผู้หญิงจะเป็นแม่บ้านแม่เรือน ส่วนผู้ชายขับรถออกไปทำงาน สมัยนี้เรียกได้ว่าพัฒนามาคนละแบบเลยครับ รถยนต์ก็มีมากขึ้น สถิติในประเทศไทยรถที่วิ่งบนถนนเฉลี่ย 38 ล้านคันเลย เมื่อมีผู้ขับขี่มือใหม่เยอะ ย่อมเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุมากขึ้น ดังนั้น ประกันชั้น1 จึงเหมาะกับผู้ขับขี่มือใหม่มากที่สุดครับ

รถที่ใช้งานหนัก

ลักษณะของการใช้งานรถเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ผู้เอาประกันจะต้องพิจารณาว่า รถของเรานั้นใช้เป็นประจำหรือเปล่า วิ่งระยะทางไกลมากๆไหม ใช้งานหนักไหม เพราะยิ่งเราใช้งานมากเท่าไหร่ยิ่งทำให้มีความเสี่ยงมากขึ้นด้วย ดังนั้น สำหรับรถที่ใช้งานหนักก็ต้องการความคุ้มครองที่มากขึ้นเช่นกัน เพราะความสึกหรอของรถทำให้เกิดความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุ 


ประกันภัยรถยนต์ประเภท 2+

ประกันภัยรถยนต์ชั้น2+ หรือ ประกันชั้น2+ จะมีความคุ้มครองรองลงมาจาก  ประกันภัยรถยนต์ชั้น1 เล็กน้อยในเรื่องของการชนในรูปแบบ ซ่อมเขา+ซ่อมเรา(กรณีรถชนรถ) + สูญหาย + ไฟไหม้ ซึ่งจะแตกต่างกับ ประกันชั้น1 ตรงที่ ชนได้ทุกรูปแบบคุ้มครองทั้งหมด แต่ ค่าเบี้ยประกัน ก็มากกว่าเช่นกัน ดังนั้น ประกันชั้น2พลัส หรือ ประกันภัยรถยนต์ชั้น2พลัส จึงเป็นตัวเลือกให้กับผู้ขับขี่ที่ต้องการให้รถของเราคุ้มครองครอบคลุม แต่ว่าค่าเบี้ยประกันลดลงมา จึงเหมาะสมกับการใช้งานได้หลากหลายประเภท ดังนี้

ผู้ที่มีความชำนาญในการขับขี่รถยนต์

ที่เขียนว่ามีความชำนาญนี่คือ สามารถขับออกถนนได้แล้ว ไม่ตื่นเต้นเมื่อได้ออกถนน หรือรู้ตัวว่าตนเองขับได้แล้ว เพราะคนที่ทำประกันชั้น1 เนี่ยส่วนใหญ่ที่เห็นเคลมกัน จะเป็นการชนในรูปแบบไม่มีคู่กรณี อาทิเช่น เบียดฟุตบาท ถอยชนประตู กำแพง ขับรถเบียดกับต้นไม้ทำให้รถเป็นรอย เป็นต้น แต่ใน ประกัน2+ จะเน้นในเรื่องของ รถชนรถเท่านั้น จึงทำให้เหมาะสำหรับผู้ที่มีความชำนาญในการขับขี่รถยนต์มาบ้างแล้วครับ 

รถที่ไม่มีที่จอด หรือ จอดในพื้นที่เสี่ยง

สำหรับรถที่ใช้งานประจำแต่เมื่อจะจอดต้องจอดในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการโจรกรรมและการขูดขีดสีรถ หรือพวกที่ไม่มีที่จอดในบ้าน รั้วรอบขอบชิด ผู้ที่อาศัยห้องเช่า ตึกแถว จำเป็นต้องจอดริมถนน ริมทาง อาทิเช่น รถพ่อค้า แม่ค้า หากสู้ ค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ชั้น1 ไม่ไหวอย่างน้อยก็ทำ ประกัน2พลัส ไว้หน่อยก็ดีก็ถือว่าสบายใจได้เลย เพระาถ้าหากขายของบนรถอยู่ รถเกิดไหลไปชนกับรถของคู่กรณี ก็ยังสามารถคุ้มครองสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นได้อีกด้วย คิดดูสิเราเป็นพ่อค้าแม่ค้ากว่าจะขายของได้กำไรแต่ละบาท รถเกิดไหลไปชน BMW ขึ้นมาเอาเงินที่ไหนไปจ่ายเขาล่ะ มีร้องบอกเลย 


ประกันภัยรถยนต์ประเภท 3+

ประกันภัยรถยนต์ชั้น3+ หรือ ประกันชั้น3+ จะให้ความคุ้มครองกรณีของ รถชนรถเท่านั้น ไม่รวม สูญหาย และไฟไหม้ รวมถึงไม่คุ้มครองความเสียหายทั่วไปที่เกิดโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือไม่มีคู่กรณีนั้นเอง จะเอาเสาปูนมาเป็นคู่กรณีก็ไม่ใช่ ดังนั้น ประกัน3+ จึงเหมาะกับรถประเภทต่างๆ ดังนี้

รถเก่าที่มีอายุเกิน 7 ปีขึ้นไป

รถเก่า อย่างปล่อยให้เก่า เก่าแต่เก๋า ก็เป็นได้ แม้ว่ารถจะมีอายุการใช้งานนานถึง7ปีขึ้นไป แต่ก็ต้องไม่ทิ้งการทำประกันภัย ถึงแม้ว่าความคุ้มครองรถเราอาจจะไม่จำเป็นก็ตาม แต่เมื่อเราขับไปเกิดอุบัติเหตุ อย่างน้อยก็คุ้มครองรถคู่กรณี ทำให้ไม่ต้องควักเงินจ่ายมากมาย ถือว่าคุ้ม เพราะค่าเบี้ยประกันภัยชั้น3+ มีราคาที่ไม่สูงอยู่ในหลักพัน   

รถที่ใช้งานเป็นประจำ

สำหรับรถที่ใช้งานเป็นประจำ จอดในบ้านและไม่มีความเสี่ยงเรื่องสถานที่จอดรถ แต่เมื่อขับออกจากบ้านย่อมมีความเสี่ยงตั้งแต่สตาร์ทรถ แม้จะระวังแค่ไหน ก็มีเปอเซ็นต์ที่ผู้ขับขี่ไม่ระวังทำให้เกิดความเสียดายอื่นๆ เป็นต้น


ประกันภัยรถยนต์ประเภท2 และ ประกันภัยรถยนต์ประเภท3

ประกันชั้น2 ประกันชั้น3 สมัยก่อนประกันภัยรถยนต์ประเภทนี้ได้รับความนิยมอย่างมาก แต่สมัยนี้จะนิยมประกันชั้น1 2+ 3+ กันหมดแล้ว เนื่องจากค่าเบี้ยประกันภัยที่ถูกกว่า และ ความคุ้มครองที่เพิ่มขึ้น และ ประกันประเภท2 ประกันประเภท3 จะไม่คุ้มครองในตัวรถเราด้วย ทำให้ผู้เอาประกันภัยหันไปทำ ประกันชั้น2plus 3plus กันหมด


เป็นยังไงกันบ้างครับเพื่อนๆ สำหรับ ประกันรถมีกี่ประเภท แต่ละประเภทมีข้อดี-ข้อเสีย แตกต่างกันอย่างไร ประเภทไหนที่เหมาะสมกับรถของเรา เพื่อนๆคงสามารถเลือกกันได้แล้วใช่ไหมละครับ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสาระน่ารุ้ประกันภัยรถยนต์จะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนๆไม่มากก็น้อยครับ

แนะนำโดย : easyinsurebroker